“เลิกสูบลดเสี่ยง” หยุดการระบาดของบุหรี่ตัวร้าย

โรคระบาดเป็นคำว่าที่เราได้ยินกันในปีนี้จนเอียน เรื่องราวของเจ้าไวรัสโควิดที่สร้างความเดือดร้อนไปทั่วโลก แต่รู้ไหม แท้จริงแล้วมีการระบาดของสิ่งหนึ่งที่ส่งผลเสียและระบาดอยู่ทั่วโลกมานานกว่าเจ้าโควิดเสียอีก เรียกกันว่า “บุหรี่” นั่นเอง

   

ไม่ได้พูดเล่นๆ นะ องค์การอนามัยโลกถือว่า บุหรี่เป็นโรคระบาดและภัยสุขภาพร้ายแรงที่สุดอย่างหนึ่งที่โลกเคยเผชิญ และเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ใช้นโยบายต่าง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้คนสูบบุหรี่ อาทิ จำกัดโฆษณา การให้เงินสนับสนุนโดยบริษัทผู้ผลิตยาสูบ และขึ้นภาษีบุหรี่ รวมถึงการตั้งให้วันที่ 31 พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันงดสูบบุหรี่โลก ซึ่งก็ผ่านมานานกว่า 32 ปีแล้วด้วย หลังเล็งเห็นอันตรายของบุหรี่และสุขภาพของผู้สูบบุหรี่ รวมถึงผู้ที่ไม่สูบแต่ต้องรับควันบุหรี่ด้วยเพื่อกระตุ้นให้ผู้ที่สูบบุหรี่ทั่วโลกเลิกสูบบุหรี่

 

โดยหากดูจากข้อมูลโดยองค์การอนามัยโลก ครึ่งหนึ่งของผู้สูบบุหรี่ทั้งหมดเสียชีวิตจากพิษบุหรี่ เสียชีวิต 6 ล้านคนในแต่ละปี และอีกเกือบ 9 แสนรายที่เสียชีวิตเพราะต้องอยู่ใกล้ชิดกับควันบุหรี่ หรือที่เราเรียกกันว่า ควันบุหรี่มือสองนั่นเอง

 

นานกว่าหลายศตวรรษที่มนุษย์พยายามจะทำให้บุหรี่หรือเมื่อก่อนเรียกว่ายาสูบนั้นออกมาในแง่ดี ไม่ว่าจะเป็นในศตวรรษที่ 16 ต้นยาสูบนิโคเทียนา (Nicotiana) ได้รับการขนานนามว่าเป็น “สมุนไพรศักดิ์สิทธิ์” และ “การรักษาเยียวยาของพระเจ้า”

ครั้นเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ในกรุงลอนดอนเมื่อปี 1665 มีการแนะนำให้เด็กนักเรียนสูบยาสูบกันในห้องเรียน โดยเชื่อกันว่าควันสามารถป้องกันกลิ่นหรือไอที่คนเชื่อกันว่าเป็นพาหนะโรค หรือจะในศตวรรษที่ 18 มีการแนะนำให้เป่าควันยาสูบเข้าหูเพื่อรักษาอาการเจ็บหูด้วย และในช่วง 20s และ 30s เริ่มมีดาราศิลปินหรือคนมีชื่อเสียงที่ออกมาถือบุหรี่ให้ได้เห็นจนเกิดเป็นภาพค่านิยมทางสังคม ทำให้มันกลายเป็นสิ่งที่เข้ากับสมัยซึ่งนับว่าเป็นสิ่งกระตุ้นมากในช่วงของวัยรุ่น

แต่ตลอดกว่าเวลาสามสิบปีที่ผ่านมานี้ก็พิสูจน์ให้เราได้เห็นถึงผลเสียของมัน ทั้งจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ หรือกระทั่งตัวเลขผู้ป่วยมะเร็งปอดและการเสียชีวิต ทั้งจากผู้สูบโดยตรงรวมไปถึงผู้สูดดมควันบุหรี่มือสองก็ดี